วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556

การล้างพิษจากตับ และถุงน้ำดี


การล้างพิษจากตับ และถุงน้ำดี
      หมายถึง การนำพิษออกจากร่างกายโดยกระตุ้นให้ตับ และถุงน้ำดีขับพิษออกนอกร่างกายด้วยวิธีการต่างๆเช่น การรับประทานอาหารทีให้พลังงานต่ำ หรืออดอาหาร โดยให้ดื่มน้ำสมุนไพรแทน และการใช้ยาสมุนไพรซึ่งสามารถนำพิษออกได้มากกว่าวิธีอื่นๆ เหมาะสำหรับคนที่มีพิษสะสมในร่างกาย ปริมาณมาก เช่น นิ่วในถุงน้ำดีเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง
โดยปกติร่างกายของคนเรามีกระบวนการกำจัดพิษออกจากร่างกายได้หลายวิธี เช่น การไอ การจาม มีขน มีเมือกโบกพัดเชื้อโรคออกจาก ร่างกาย มีเม็ดเลือดขาวช่วยจับกินเชื้อโรค มีระบบภูมิคุ้มกันช่วยดูแลร่างกายให้แข็งแรง และยังมีตับเป็นอวัยวะที่รวบรวมพิษและกำจัดพิษออก จากร่างกายอีกด้วย ตับจึงมีความสำคัญต่อร่างกายมาก ตั้งอยู่ช่องท้องใต้ชายโครงขวา หนัก 1.3-3 กิโลกรัม ทำหน้าที่ในร่างกาย 40 อย่าง และยังมีหน้าที่ย่อย 500 อย่าง เช่น


ดร.แอนเดรีย มอริทซ์ (Andreas Moritz) ได้กล่าวถึงบันทึกของศาสตร์ทางการแพทย์ที่เก่าแก่ของอายุรเวท (Ayurveda) ประเทศอินเดีย ที่มีมากว่า 6,000 – 10,000 ปี ว่า น้ำมันและน้ำผลไม้รสเปรี้ยว เป็นยาที่เก่าแก่ที่สุดของอายุรเวท เป็นความรู้ของการใช้น้ำมันในการล้างพิษออกจากตับและถุงน้ำดี ชาวอียิปต์โบราณก็ได้กล่าวถึงการล้างพิษตับ โดยใช้น้ำมันเช่นกัน

มีหนังสือเขียนขึ้นที่ประเทศอังกฤษและเยอรมันนี เมื่อปี 2463 และ 2473 ได้อธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากการดื่มน้ำมันมะกอกผสมน้ำผลไม้ว่า ก้อนสีเขียวที่ลอยอยู่ในโถส้วมคือ นิ่วในถุงน้ำดี” มีการตีพิมพ์ในวารสารเวชศาสตร์การแพทย์ครอบครัวอเมริกัน (American Family Physicians) ฉบับที่ 15 กุมภาพันธ์ 2541 ว่าได้มีการศึกษาการรักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดีโดยใช้น้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว ในการขับ นิ่ว” ออกจากถุงน้ำดีเป็นผลสำเร็จ โดยไม่ต้องผ่าตัด
นอกจากนี้ ยังมีหนังสือเกี่ยวกับการล้างพิษตับด้วยน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว เขียนโดย ดร.แอนเดรีย มอริทซ์ ผู้มีประสบการณ์ล้างพิษตับด้วยน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาวมากว่า 30 ปี ทั้งในอินเดียและอเมริกา ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2540 โดยเฉพาะการตีพิมพ์ครั้งที่ 5 ได้กล่าวว่า ผลของการล้างพิษตับว่าเป็นคำตอบในตัวของมันเอง ไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์หรือคำอธิบายทางการแพทย์ใดว่า สามารถทำความสะอาดตับได้มากกว่านี้อีกแล้ว เมื่อเราพบก้อนสีเขียว เหลือง ดำ น้ำตาล เป็นร้อยๆ ลอยอยู่ในโถส้วม เราจะรู้สึกทันทีว่า มีบางสิ่งที่สำคัญอันยิ่งใหญ่ในชีวิตเรา และแน่นอนเราสามารถพึ่งตนเองเรื่องสุขภาพได้ และอาจเป็นครั้งแรกในชีวิตเราที่มีความรู้สึกเช่นนี้ ไม่มีพิษหรือเป็นโทษใด ๆ แก่ร่างกาย
มีผู้ที่ผ่านการเข้าคอร์สล้างพิษตับ ที่ได้ดื่มน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาวอีกเป็นจำนวนร่วมหมื่นคน และเกือบทุกคนมีสุขภาพที่ดีขึ้น หลายคนมีผลการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลซึ่งพบว่า หลังการเข้าคอร์ส มีค่าตัวบ่งชี้ความมีสุขภาพดีต่าง ๆ ลดลงสู่ภาวะปกติอย่างมีนัยยะสำคัญ และที่สำคัญคือ ตัวผมเองซึ่งเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังจากเชื้อไวรัสบี จนตับเริ่มแข็งตัว ได้ดื่มน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว ประมาณ 5 ครั้ง ผมกลับแข็งแรงและไวรัสบีได้หายไป ผลตรวจทางวิทยาศาสตร์ 2 ครั้งไม่พบเชื้อไวรัสบีแต่อย่างใด จากข้อมูลดังกล่าว น้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว จึงไม่น่าเป็นต้นเหตุทำให้ตับเสื่อมหรือโรคร้ายแต่ประการใด ในทางตรงกันข้ามกลับช่วยทำให้ตับมีคุณภาพดีขึ้นและทำให้โรคร้ายต่าง ๆ หายไปอีกต่างหาก
สรุปได้ว่า สิ่งที่หลุดออกมาเป็นนิ่วในถุงน้ำดี จึงทำให้หมอตรวจไม่พบและไม่ต้องผ่าตัด ส่วนประเด็นที่กล่าวว่าอาจเป็นสิ่งที่กินเข้าไปสังเคราะห์ตัวกันเป็นก้อนนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็ง ยังไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นเช่นนั้น จนกว่าจะมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเสียก่อน ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง ก้อนนิ่วดังกล่าวคงจะไม่หลุดออกมาข้างนอก ต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างเดียว ซึ่งความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ส่วนการอธิบายเชิงเปรียบเทียบการทำเต้าหู้แผ่น ด้วยการใส่ดีเกลือลงไปในน้ำนมถั่วเหลือง ทำให้แยกน้ำแยกเนื้อเป็นก้อนเต้าหู้นั้น เป็นการแยกโปรตีนออกจากน้ำนั่นเอง ซึ่งใส่น้ำมะนาวลงไปก็สามารถแยกได้เช่นกัน การอธิบายดังกล่าว ทำให้มีข้อแย้งว่า หากเป็นเช่นนั้นจริง น้ำมันมะกอกคงแข็งตัวแยกออกมาเป็นก้อนตั้งแต่อยู่ในขวดก่อนดื่มแล้ว ซึ่งดีเกลือกับน้ำมะนาวไม่มีคุณสมบัติใด ๆ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของน้ำมันมะกอกแต่อย่างใด
ส่วนกรณีปฏิกิริยาของน้ำดีจากตับต่อการจับตัวเป็นก้อนของไขมันมีความเป็นไปได้กรณีหนึ่งคือ การเป็น ก้อนสบู่” จากปฏิกิริยาของไขมันกับด่างที่เข้มข้น (pH 13-14) ซึ่งความเข้มข้นระดับนี้สามารถทำให้ตัวตับเองถูกทำลายได้ ถ้าน้ำดีมีความเป็นด่างอ่อน ปฏิกิริยาจะเกิดได้เพียงแค่เป็นสบู่เหลว ซึ่งกลับเป็นผลดีทำให้ไขมันถูกชำระล้างออกจากตับได้ง่ายขึ้น แต่ก้อนไขมันที่หลุดออกมาไม่มีคุณสมบัติในการชะล้างเช่นสบู่อยู่เลย
น้ำด่างช่วยรักษามะเร็ง
อ็อตโต วอร์เบิร์ก (Otto Warburge) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยา ในปี พ.ศ. 2474 เป็นผู้ค้นพบสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งว่า ร้อยละ 99 เกิดจากร่างกายมีสภาวะเป็นกรด มากกว่าสภาวะปรกติถึงพันเท่า และสามารถเจริญเติบโตได้ดีในภาวะขาดออกซิเจน เซลล์ปรกติจะมีค่า พีเอช (pH) อยู่ที่ 7.35 เมื่อเซลล์มะเร็งมีค่าพีเอชสูงกว่า 7.5 จะฝ่อตาย และหากสูง ถึง 8 จะตายทันที จากการวัดค่าพีเอชน้ำลายของผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งพบว่ามีค่า พีเอช ต่ำกว่า 4.5
ในปี 2511 ดร. ฮิโรมิ ชินย่า (Hiromi Shinya) ได้ใช้น้ำด่าง (Alkaline) ที่ผลิตจากเครื่องไฟฟ้า รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งในลำไส้ และตรวจสอบโดยกล้องส่องลำไส้ พบว่าสามารถรักษามะเร็งได้
ในปี พ.ศ. 2547 มีการนำเสนอการใช้น้ำด่าง (Alkaline) ในการป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง ที่มหาวิทยาลัยคิวชู (Kyushu Institute of Technology) ตั้งอยู่ในจังหวัดฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น
วอลเตอร์ ลาสท์ (Walter Last) ใช้วิธีการควบคุมพีเอชของน้ำปัสสาวะให้สูงกว่า 7 ในการรักษามะเร็งโดยการทานซีเลี่ยม (psyllium) 1 ช้อนชา ผสมโซเดี่ยมไบคาร์บอร์เนต(ผงฟู) 2-3 ช้อนชา หลังอาหาร 2-3 ชั่วโมง แต่ไม่เหมาะสำหรับคนเป็นโรคไต
เมืองไทยสมัยก่อนมีการใช้น้ำด่างจากขี้เถ้าละลายไขมันในเส้นด้ายและไหมเพื่อให้เส้นด้ายฟู นุ่มและย้อมสีได้ติดทนนาน และเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการค้นพบการใช้ขี้เถ้ากาบมะพร้าว 1 ก.ก. แช่น้ำ 1 เดือน ความเป็นด่างอยู่ที่พีเอช 13-14 แล้วนำน้ำด่าง 1 ฝาขวด ผสมน้ำ 1 ลิตร ให้คนที่เป็นโรคอ้วนหลายคนดื่ม ปรากฏว่าสามารถละลายมูกเมือกมันออกมาจากร่างกายได้อย่างมาก อาการไม่สบายต่างๆ หายไปอย่างเห็นได้ชัด
        ดังนั้น จะเห็นว่าน้ำด่างมีผลต่อการละลายไขมัน ซึ่งตกค้างอยู่ในร่างกาย และช่วยลดสภาพความเป็นกรดของเซลล์เป็นการป้องกันและรักษามะเร็งอย่างเป็นธรรมชาติ และน้ำด่างที่หาง่ายที่สุดก็ได้จากขี้เถ้านั่นเอง
การอดอาหารช่วยขับพิษออกจากร่างกาย
        การอดอาหารล้างพิษเป็นหลักการหนึ่งของการแพทย์แผนธรรมชาติ มีความเป็นมาจากประเพณี และการแพทย์พื้นถิ่นของหลายชนชาติ เช่น การแพทย์พื้นถิ่นของยุโรป โดย ฮิปโปเครติส ศาสตร์สุขภาพของอินเดีย อายุรเวท การงดกินของแสลงในผู้ป่วย หรือหญิงหลังคลอดในการแพทย์พื้นถิ่นของไทย การงดกินอาหารย่อยยากและดื่มแต่น้ำข้าวต้มยามเจ็บป่วย ในการแพทย์แผนจีน การอดอาหารร่วมกับสมาธิ ธรรมโอสถ ในวัตรปฏิบัติของภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา เป็นต้น
        ปัจจุบันการล้างพิษกลายเป็นหลักปฏิบัติในศูนย์สุขภาพแนวธรรมชาติที่นำสมัยทั่วโลก อายุรเวทใช้ปัญจกรรมะ ได้แก่ การอดอาหาร หรือกินแต่น้อย สวนล้างลำไส้ ถ่ายยา ล้างทางเดินหายใจ เพื่อล้างพิษและฟื้นคืนสุขภาพ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น